อะสะซะ (Nymphoides peltata)

อะสะซะ จะโตเฉพาะในสระหรือทะเลสาบที่น้ำนิ่ง สะอาดไม่มีคลื่น

อากาศเริ่มร้อนอบอ้าวตั้งแต่เข้าเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา อุณหภูมิสุงสุดในคันไซที่ไม่เคยเกิน 30 องศาก็ค่อยๆ พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนผู้คนเลือกที่จะมองหาแหล่ท่องเที่ยวในภูมิภาคที่อุณหภูมิต่ำๆ เช่น ฮอกไกโด นางาโนะ หรือไม่ก็บนที่สูงหรือตามแหล่งน้ำสะอาดซึ่งมีไม้นานาพันธุ์ให้ชม

“อะสะซะ” เป็นพืชน้ำสกุล Nymphoides peltata มีชื่อในภาษาไทยว่า “ฝอยน้ำลิลลี่สีเหลืองลอยหัวใจ” มีถิ่นกำเนิดในยูเรเซีย ดอกสีเหลืองสดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 3-4 เซนติเมตร มีกลีบ 5 กลีบ หน้าตาคล้ายดอกฟักทองแต่มีใบกลมเล็กๆ คล้ายรูปหัวใจ เส้นผ่านศูนย์กลางราว 5-12 เซนติเมตรลอยอย่บูนผิวน้ำ ตัวดอกจะบานเฉพาะวันที่มีแสงแดดและบานเพียงครึ่งวันก่อนที่จะร่วงโรยไปในช่วงบ่าย ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นฤดูร้อนของญี่ปุ่น ในอดีตพบได้ทั่วไปในทะเลสาปหรือบ่อน้ำตื้นๆ ที่ไม่มีคลื่นลมนับตั้งแต่ฮอกไกโดถึงคิวชู ทว่าปัจจุบันพบได้ไม่กี่แห่ง บางจังหวัดขึ้นทะเบียนเป็นพืชหายาก บางจังหวัดมีการระดมกำลังอาสาสมัครช่วยปลูก และขยายพันธุ์ ด้วยความเชื่อว่าอะสะซะจะช่วยรักษาน้ำให้สะอาด

ในหนังสือประวัติศาสตร์ “นิฮอนโชะกิ” ปรากฏหลักฐานในชื่อของ “โมะ” หรือพืชประเภทสาหร่าย และจากหนังสือรวบรวมเพลงโบราณ “มันโยชู” ในสมัยเฮอัน พบว่า โมะที่ว่านี้เพิ่งจะมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “อะซะสะ” ครั้งแรกโดยปรากฏชื่อในเพลงยาวเพลงหนึ่งมีเนื้อความว่า “คะคุโระกิคะมิ นิ มะยุฟุ โมะจิ อะซะสะ ยุอิทะเระ” “ผมยาวดกดำเกล้าย้อยลงมา พันด้วยผ้าฝ้ายประดับดอกอะซะสะ” ในอดีตดอกอะสะซะถูกเรียกว่า “อะซะสะ” ใช้เป็นดอกไม้ประดับผมผู้หญิง บานสะพรั่งอยู่กลางที่ราบนาราบริเวณที่เรียกว่า “มิยะเคะโนะฮะร่ะ” หรือตำบลมิยะเคะโจอำเภอชิคิกุน จังหวัดนารา ในปัจจุบัน ตำบลมิยะเคะทุกวันนี้ได้กำหนดให้อะซะสะเป็น
ดอกไม้ประจำตำบล โดยมีชาวตำบลช่วยกันปลูกไว้ตามแหล่งน้ำหลายๆ แห่ง ที่มาของชื่อของ “อะสะซะ” หรือ “อะซะสะ” นั้นว่ากันว่ามาจากการเป็นดอกไม้ที่บานเฉพาะช่วงเช้า “อะสะสะคุ” หรือบานในน้ำตื้น “อะสะกุสะคุ” หรือรากที่พันกันใต้ดิน “อะสะนะบุ” บางคนก็เชื่อว่าเนื่องจากใบอ่อนๆ ของมันถูกเรียกว่า “ฮะนะจุนไซ” หรืออะสะอะสะนะ” ซึ่งหมายถึงผักที่โตในน้ำตื้นกินได้ ต่อมาเสียงจึงแปลงมาเป็น “อะสะซะ” ในปัจจุบัน

ทว่าดอกอะสะซะที่เคยพบทั่วไปตามธรรมชาติค่อยๆ สูญพันธุ์ไปแล้วในหลายต่อหลายจังหวัด เช่น ในโอซากา เกียวโต เอะฮิเมะ ทดโทะริ กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น จึงขึ้นทะเบียนไว้ใน Red Data Book เป็นพืชอนุรักษ์ใกล้สูญพันธุ์ อะสะซะ มาได้รับความสนใจอีกครั้งสักราว 20 ปี ก่อนหน้านี้ เมื่อผู้คนที่อาศัยรอบๆ ทะเลสาปคะสุมิงะอุร่ะ ในจังหวัดอิบะระกิ และชิบะได้ระดมกำลังอาสาสมัครทั้งเด็กเล็ก และผู้ใหญ่สำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ ทะเลสาปที่น้ำเริ่มสกปรกจากการปล่อยน้ำเสียในครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจากทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา พวกเขา

พบว่าตามริมเขื่อนคอนกรีตกั้นน้ำมีกอดอกไม้เล็กๆ สีเหลืองสดบานอยู่เป็นหย่อมๆ จากการค้นคว้าของผู้เชี่ยวชาญ ก็พบว่าอะสะซะลดจำนวนลง เพราะระดับน้ำในทะเลสาปที่เปลี่ยนไป น้ำที่ไม่สะอาด หญ้าโยะชิที่เป็นตัวช่วยให้ต้นอะสะซะแตกกิ่งขยายพันธุ์ถูกทำลายลง พวกเขาจึงร่วมกันจัดทำ “กองทุนอะสะซะ” เปิดห้องเรียนให้เด็กๆ ได้ศึกษาความสำคัญของสภาพแวดล้อม หาทุน และระดมกำลังช่วยกันดูแลปลูกดอกอะสะซะที่ลดจำนวนลง หลายปีต่อมาอะสะซะก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นแหล่งชมดอกอะสะซะใหญ่ในภูมิภาคคันโตทุกๆ ฤดูร้อน เหนือไปกว่าอื่นใด น้ำในทะเลสาปคะสุมิงะอุร่ะก็ค่อยๆ กลับมาใสสะอาดพอที่ดอกอะสะซะจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

จากนั้นเป็นต้นมา หลายๆ พื้นที่ๆ สระน้ำใหญ่เช่นที่ป่าพฤกษศาสตร์โกเบก็เริ่มขยายพันธุ์อะสะซะกัน ดอกเดี่ยวๆ อาจดูไม่เด่นนัก แต่เมื่อบานพร้อมกันเป็นพันๆ หมื่นๆ ดอกสะพรั่งเต็มสระไปหมดก็เรียกความสนใจได้แต่ไกล สีเหลือง สดใสตัดกับใบสีเขียวดังแหนแผ่เต็มผิวสระดูเผินๆ เสมือนพรมลายเขียวเหลืองช่วยบรรเทาความร้อนได้ไม่น้อยทีเดียวเหนือไปกว่าอื่นใด อะสะซะที่บานสะพรั่งเต็มสระยังเป็นสัญลักษณ์ว่าน้ำในสระสะอาดสะอ้านพออีกด้วย

สถานที่ชมดอกอะสะซะ ที่เดินทางสะดวกที่สุด
ป่าพฤกษศาสตร์โกเบ จังหวัดเฮียวโกะ กลางป่าจะมีสระน้ำ Nagatani-ike ทุกเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ดอกอะสะซะ เป็นหมื่นๆ ดอกจะบานสะพรั่งดังพรมสีเหลืองสลับเขียว เปิดให้เข้าชมเวลา 9:00-17:00 น. ปิดทุกวันพุธ (ค่าเข้าชม 300 เยน)

Cr. TPA News ภาษาดอกไม้